คอลลาเจนยังเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ขายดีต่อเนื่อง เพราะคนส่วนใหญ่ “อยากเห็นผลแบบจับต้องได้” ทั้งเรื่องผิว ข้อต่อ เล็บผม แต่ในปี 2026 ผู้บริโภคเลือกซื้อแบบ “ฉลาดขึ้น” ไม่ได้ดูแค่คำว่า collagen บนฉลาก แต่ดู ชนิดคอลลาเจน, ขนาดโดส, งานวิจัย, ส่วนผสมเสริม, ความสะอาดของวัตถุดิบ และความน่าเชื่อถือของโรงงาน มากขึ้นนั้นเอง
เทรนด์คอลลาเจนปี 2026 ที่คนเลือกกิน
1) “คอลลาเจนเปปไทด์ (Hydrolyzed Collagen Peptides)” ยังคือคำตอบหลัก
ผู้บริโภคส่วนมากเริ่มมองหา คอลลาเจนที่ถูกย่อยให้เป็นเปปไทด์ เพราะละลาย/ดูดซึมง่ายกว่า และเป็นรูปแบบที่ถูกใช้บ่อยในงานวิจัยด้านผิว มีงานวิเคราะห์รวม RCTs (ปี 2025) รายงานแนวโน้มว่า collagen supplements ช่วยเรื่อง ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และริ้วรอย ได้ “ระดับหนึ่ง” แต่ก็ชี้ว่าผลลัพธ์อาจต่างกันตามคุณภาพงานวิจัยและแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยด้วย หรือจะให้คุ้งต้องมองหาคำว่า hydrolyzed collagen peptides / collagen peptide บนฉลาก

2) คนไม่ถามแค่ “กินได้ไหม” แต่ถามว่า “โดสเท่าไหร่ถึงคุ้ม?”
ในตลาดจริง ปี 2026 ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ตอบได้ว่า
- กินได้กี่กรัมต่อวัน
- กินกี่สัปดาห์ ถึงจะเห็นผล
โดยทั่วไปงานวิจัยด้านผิวมักอยู่ช่วง 8–12 สัปดาห์ และโดสพบได้หลากหลาย (แบรนด์จึงนิยมทำโดสที่ “ชัดเจนและจำง่าย” เช่น 2.5g / 5g / 10g ต่อซอง)
3) สูตรผสมมาแรง: “คอลลาเจน + ตัวเสริมสร้างผิว” มากกว่าเดี่ยว ๆ
ปี 2026 ผู้บริโภคเริ่มเบื่อ “คอลลาเจนเพียว ๆ” และชอบสูตรที่มีส่วนผสมอื่นที่รับรอง เช่น
- วิตามินซี (ช่วยกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามสรีรวิทยา)
- ไฮยาลูโรนิกแอซิด / เซราไมด์ (ภาพจำเรื่องผิวชุ่มชื้น)
- ซิงก์ / ไบโอติน (เล็บผม)
- สารต้านอนุมูลอิสระ (ผิวหมอง/ไลฟ์สไตล์เมือง)
ซึ่งการมีส่วนผสมอื่นช่วยจะทำให้แบรนด์ปิดการขายง่ายกว่านั้นเอง สามารถปรึกษา Maydi International เพิ่มเติมได้เพราะเรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดโดยตรง

4) “Marine vs Bovine” คนเลือกตามความเชื่อ + ไลฟ์สไตล์
- Marine collagen (ปลา): เด่นเรื่องการดูดซึมที่เร็วกว่าคอลลาเจนทั่วไปถึง 1.5 – 10 เท่า เนื่องจากมีโมเลกุลขนาดเล็ก (Di/Tripeptide) ช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น ลดริ้วรอยแห่งวัย เพิ่มความยืดหยุ่น และบำรุงข้อต่อกระดูกให้แข็งแรง โดยนิยมสกัดจากหนังปลาทะเลน้ำลึก สายบิวตี้ชอบเพราะเห็นผลเร็ว
- Bovine collagen (วัว): โดดเด่นเรื่องการบำรุงข้อต่อ กระดูก และผิวหนัง เนื่องจากอุดมด้วยคอลลาเจน Type I และ III ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ลดริ้วรอย บรรเทาอาการข้อเสื่อม เสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ผม และเล็บ ทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพลำไส้ได้ดีเยี่ยม
สิ่งที่คนถามมากขึ้นคือ กลิ่น, ความคาว, ความใสของวัตถุดิบ, และเอกสารรับรอง (COA/Allergen/Traceability) ข้อนี้แบรนด์ไหนจอบได้ทุกปัญหา และทุกคำถามแบรนด์นั้นก็พร้อมเติบโตในตลาด
5) เทรนด์ “ผิว + ข้อต่อ + กระดูก” โตต่อเนื่อง (สายแอคทีฟ/วัยทำงาน)
กลุ่มเล่นกีฬา วัยทำงาน และวัย 35+ มักมองคอลลาเจนในมุม “ขยับแล้วสบาย” มากขึ้น
มีงาน systematic review/meta-analysis เกี่ยวกับ collagen-based supplements ในอาการข้อเข่าเสื่อม (knee OA) รายงานผลเชิงบวกต่ออาการในบางตัวชี้วัด แต่อีกด้าน หน่วยงานกำกับบางแห่งในยุโรปเคยประเมินว่า “ยังสรุปเหตุ-ผลเป็น health claim เฉพาะเจาะจงไม่ได้” สำหรับบาง claim เกี่ยวกับข้อต่อ
กินคอลลาเจนตอนไหนดีที่สุด?
คำตอบคือ: เลือกเวลาที่กินได้สม่ำเสมอทุกวัน สำคัญกว่าเวลาเช้าหรือก่อนนอน และให้ประเมินผลแบบเป็นระบบอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์ (ร่วมกับการนอน/ทากันแดด/และกินโปรตีนในอาหาร) ก็จะทำให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน

อยากทำแบรนด์คอลลาเจนปี 2026 ควรเริ่มจากอะไร?
ถ้าต้องการทำแบรนด์ให้ขายได้จริง Maydi International แนะนำเริ่มจาก 4 อย่างนี้
- กลุ่มเป้าหมายหลัก: บิวตี้, วัยทำงาน, สายแอคทีฟ, หรือ 35+
- จุดต่างของสูตร: คอลลาเจนเดี่ยว หรือคอลลาเจน+เสริมผิว/ข้อต่อ
- รูปแบบสินค้า: ชงดื่ม / แคปซูล / กัมมี่ / เจลลี่ (มีผลต่อ MOQ)
- งบและราคาเป้าหมาย: เพื่อวางโดสและส่วนผสมให้คุ้มต้นทุน Maydi International มีทีมคอยดูแลหมดห่วง
สรุป
ปี 2026 ผู้บริโภคเลือกคอลลาเจนแบบ “มีเหตุผล” มากขึ้น ไม่ได้ดูแค่ชื่อคอลลาเจน แต่พิจารณาให้ครบทั้งชนิดที่เป็นคอลลาเจนเปปไทด์ โดสต่อวัน ความโปร่งใสของวัตถุดิบ และส่วนผสมเสริมที่ตอบโจทย์ผิว/ไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและเหมาะกับตัวเองจริง ๆ
หากคุณอยากทำแบรนด์คอลลาเจนให้แข่งขันได้ในปี 2026 Maydi International พร้อมดูแลแบบครบวงจรตั้งแต่ไอเดีย การเลือกคอนเซ็ปต์ พัฒนาสูตร ไปจนถึงการผลิต โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน R&D และทีมที่ดูแลมาตรฐานการผลิตคอยช่วยออกแบบสูตรให้เหมาะกับตลาด พร้อมต่อยอดให้สื่อสารได้อย่างมืออาชีพในทุกแพลตฟอร์ม


