หัวข้อสำคัญที่น่าสนใจ
- ตลาดอาหารเสริมกำลังโต…แต่กำลัง “เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน”
- 5 เทรนด์สุขภาพใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอาหารเสริม
- บทบาทของ “โรงงานอาหารเสริม OEM/ODM + R&D” จะยิ่งเป็นตัวแปรชี้ขาด
- ถ้าเป็นเจ้าของแบรนด์: ควรเริ่มอย่างไรให้ “เข้าเทรนด์” และขายได้จริง
- บทสรุป: ตลาดอาหารเสริมยังเป็น “ขาขึ้น” แต่ผู้ชนะคือคนที่ทำลึกและทำถูก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อาหารเสริม” ไม่ได้เป็นแค่หมวดสินค้าที่คนซื้อเฉพาะตอนรู้สึกป่วยหรืออ่อนล้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างเต็มตัว ภาพสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอาหารเสริมไทยกำลังแตะระดับ 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกพูดถึงในหลายสื่อ ที่ทำให้ตลาดเข้าสู่เฟสใหม่ของการแข่งขันและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
และถ้าพิจารณาตัวเลขย้อนหลัง ตลาดไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมีการอ้างอิงว่ามูลค่าตลาดในช่วง 3 ปีย้อนหลังอยู่ที่ประมาณ 72,070 ล้านบาท (2565), 77,790 ล้านบาท (2566) และ 83,330 ล้านบาท (2567) ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มการเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นแบบชั่วคราว แต่กำลังไต่ระดับขึ้นอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม “การโตของตลาด” ในรอบใหม่นี้ไม่ใช่แค่โตจากจำนวนผู้ซื้อเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่โตจากการที่ผู้บริโภคเริ่มให้คุณค่ากับสุขภาพแบบ เชิงป้องกัน (preventive) และ เชิงลึก (deep health) มากขึ้น ทำให้สินค้าอาหารเสริมต้องตอบโจทย์ได้ชัดกว่าเดิม ทั้งในด้านคอนเซ็ปต์ สูตร ส่วนผสม ความโปร่งใส และมาตรฐานการผลิต

ตลาดกำลังโต…แต่กำลัง “เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน”
หนึ่งในสัญญาณที่เห็นชัดคือ ตลาดไทยไม่ได้เติบโตเฉพาะฝั่งแบรนด์ แต่ฝั่ง โรงงานรับจ้างผลิต (OEM/ODM) และระบบซัพพลายเชนด้านการพัฒนาสูตรเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะผู้บริโภคต้องการสินค้า “เฉพาะทาง” มากขึ้น และแบรนด์ต้องพัฒนาสินค้าให้เร็วขึ้นแต่ยังคงคุณภาพ
ฝั่งข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมของไทย (TCELS) มีการวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอาหารเสริมในไทย พร้อมตัวเลขที่ชี้ว่า “ผู้ประกอบการมีจำนวนมาก” แต่ “กลุ่มที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (contract manufacturers)” มีสัดส่วนไม่สูง ซึ่งสะท้อนว่าโรงงานที่มีความพร้อมด้านมาตรฐานและ R&D จะยิ่งมีโอกาสในรอบตลาดใหม่
ขณะเดียวกัน หากมองจากรายงานต่างประเทศ ตลาดไทยยังถูกประเมินในเชิงการเติบโตระยะยาว เช่น Grand View Research ประเมินมูลค่าตลาดอาหารเสริมไทยปี 2024 และคาดการณ์ถึงปี 2030 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่สะท้อนแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5 เทรนด์สุขภาพใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอาหารเสริม
ต่อไปนี้คือ “5 เทรนด์ใหญ่” ที่พบร่วมกันทั้งในสื่ออุตสาหกรรมและแนวโน้มตลาดโลก และกำลังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยอย่างชัดเจน
1) โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition & AI)
ผู้บริโภคเริ่มเชื่อว่า “สูตรเดียวไม่เหมาะกับทุกคน” และต้องการคำแนะนำที่ปรับตามไลฟ์สไตล์/เป้าหมาย/ข้อมูลสุขภาพมากขึ้น จึงเกิดแนวทางที่ใช้ ข้อมูลสุขภาพ + AI เพื่อแนะนำวิตามินหรืออาหารเสริมแบบเฉพาะบุคคล รวมถึงโมเดลธุรกิจแบบ subscription ที่ช่วยให้เกิดการทานต่อเนื่องและวัดผลได้ง่ายขึ้น
มุมเจ้าของแบรนด์: จุดชนะไม่ใช่แค่ส่วนผสม แต่คือ “ประสบการณ์การเลือกสินค้า” เช่น แบบประเมิน (quiz) + แนะนำสูตร + แพ็กเกจตามเป้าหมาย (Goal-based)

2) Plant-Based & Clean Label (อาหารจากพืชและฉลากสะอาด)
กระแส plant-based และ clean label ทำให้ผู้บริโภคสนใจมากขึ้นว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอย่างไร และฉลากโปร่งใสแค่ไหน แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางตลาดสุขภาพที่ต้องการความ “น่าเชื่อถือ” และ “ตรวจสอบได้”
มุมเจ้าของแบรนด์: ปรับฉลากให้อ่านง่าย ชัดเจน และถูกต้องตามข้อกำหนด พร้อมสื่อสารที่มาวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ

3) Mental Wellness & Nootropics (สุขภาพจิต สมอง และการนอน)
ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ และชีวิตเมือง ทำให้สินค้ากลุ่ม “สมาธิ/ผ่อนคลาย/การนอน” ได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (รวมถึงแนวทาง nootropics ในบางกลุ่มตลาด)
มุมเจ้าของแบรนด์: ทำสินค้าแบบ “ช่วงเวลา” เช่น Day/ Night หรือ Focus/ Sleep ทำให้สื่อสารง่ายและวัดผลการใช้งานได้ชัด

4) Gut Health & Microbiome (สุขภาพลำไส้และไมโครไบโอม)
เทรนด์นี้พัฒนาเร็ว: จาก probiotics และ prebiotics ไปสู่ postbiotics และแนวคิดลำไส้เชื่อมโยงภูมิคุ้มกัน/ผิว/อารมณ์ ผู้บริโภคจึงสนใจ “ระบบ” มากกว่า “สารเดี่ยว”
มุมเจ้าของแบรนด์: ต้องทำให้เข้าใจง่ายว่า “สูตรนี้ออกแบบเพื่ออะไร” และเชื่อมโยงการสื่อสารกับพฤติกรรมจริง เช่น กินผักน้อย/เครียด/นอนน้อย

5) Longevity & Anti-Aging (ชะลอวัยและยืดอายุสุขภาพ)
ตลาดโลกให้ความสำคัญกับการมี “อายุสุขภาพ” (healthspan) มากกว่าอายุขัย (lifespan) ทำให้กลุ่มฟื้นฟูระดับเซลล์ พลังงาน และการคงมวลกล้ามเนื้อถูกพูดถึงมากขึ้น และค่อย ๆ กลายเป็นหมวดที่โตเร็วในหลายประเทศ
มุมเจ้าของแบรนด์: สื่อสารแบบ “Healthy Aging” ที่จับต้องได้ (พลังงาน-กล้ามเนื้อ-การนอน-ผิว) แทนการสื่อสารเชิงวิชาการยาก ๆ

บทบาทของ “โรงงานอาหารเสริม OEM/ODM + R&D” จะยิ่งเป็นตัวแปรชี้ขาด
เมื่อสินค้าเริ่ม “เฉพาะทาง” มากขึ้น การทำแบรนด์ให้โต ไม่ได้จบแค่คิดคอนเซ็ปต์สวย แต่ต้องทำให้สินค้า “ทำได้จริง” ผลิตได้จริง คุมคุณภาพได้จริง และสื่อสารได้อย่างถูกต้อง
จุดสำคัญคือ การสื่อสารบนฉลากและการเคลม ต้องถูกต้องตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงาน อย. ไทยมีหน้า “Laws and Regulations” และประกาศสำคัญเกี่ยวกับการกล่าวอ้าง (Health Claims) บนฉลาก ซึ่งแบรนด์และโรงงานต้องยึดเป็นกรอบในการพัฒนาเนื้อหา/ฉลาก/การตลาด
ดังนั้น โรงงานที่มีระบบ R&D + เอกสาร + มาตรฐานการผลิต จะช่วยแบรนด์ลดความเสี่ยงได้มาก ทั้งเรื่องสูตร ความคงตัว (stability) ความสม่ำเสมอของสินค้า และการเตรียมข้อมูลประกอบการขึ้นทะเบียน/ฉลาก

ถ้าเป็นเจ้าของแบรนด์: ควรเริ่มอย่างไรให้ “เข้าเทรนด์” และขายได้จริง
- เลือก 1 เทรนด์หลัก + 1 จุดต่าง (เช่น Gut + Clean label, หรือ Mental + Personalized)
- เลือกฟอร์มสินค้าให้เหมาะกับช่องทาง (เม็ดตอก/ เม็ดเคี้ยว/ ซอฟต์เจล/ ผงชงดื่ม/ แคปซูล)
- ทำ Message ให้ชัดแบบ 1 ประโยค: “เหมาะกับใคร—ช่วยเรื่องอะไร—ใช้ยังไง”
แล้วค่อยต่อยอดเป็นบทความ/FAQ/คอนเทนต์สั้นในโซเชียล

สรุป: ตลาดยังเป็น “ขาขึ้น” แต่ผู้ชนะคือคนที่ทำลึกและทำถูก
ตลาดอาหารเสริมไทยกำลังเดินเข้าสู่รอบการเติบโตระยะยาว โดยมีแรงหนุนจากพฤติกรรมสุขภาพเชิงป้องกัน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เฉพาะทางมากขึ้น ข้อมูลจากแหล่งวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยและรายงานต่างประเทศต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดยังมีพื้นที่ให้เติบโตต่อ
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการโตจริงในยุคนี้ คำถามไม่ใช่ “ออกสินค้าให้ทัน” แต่คือ “ออกสินค้าให้ต่าง และทำได้จริง” ภายใต้กรอบกฎหมาย ฉลาก และมาตรฐานการผลิตที่ตรวจสอบได้


